เปิดร้านต่อไปอีกวัน

ผมนั่งอยู่คนเดียวในร้านราเมงเล็ก ๆ ที่โอวานิ ประเทศญี่ปุ่น

ร้านเก่าแบบที่ประตูเปิดแล้วมีกลิ่นไม้ กลิ่นน้ำซุป และกลิ่นกาลเวลาลอยออกมาต้อนรับพร้อมกัน

ไฟนีออนสีอุ่นส่องลงบนเคาน์เตอร์

ที่ผ่านมือคนมาหลายสิบปี

อีกสิบห้านาทีร้านจะปิด

วันนี้ทั้งร้านมีลูกค้าแค่คนเดียว — คือผม

ราเมงที่ผมสั่งคือ ราเมงถั่วงอก

โมยาชิราเมง (もやしラーメン)

ของขึ้นชื่อของเมืองนี้ในอดีต

สมัยที่โอวานิเคยคึกคัก ผู้คนเคยเดินทางมาไกล

แค่เพื่อกินราเมงถั่วงอกหนึ่งชาม

จนมันกลายเป็นรสชาติประจำเมือง

รสชาติที่ใคร ๆ ก็รู้จัก

แต่วันนี้ ร้านว่างเปล่า

ไม่มีเสียงคุย ไม่มีเสียงหัวเราะ

มีแค่เสียงผมนั่งรออย่างเงียบ ๆ

หลังเคาน์เตอร์

ผมได้ยินเสียงคุณป้าสองคนขยับตัวเข้าครัว

เสียงฝีเท้าช้า ๆ

เสียงหม้อ เสียงตะหลิว

เหมือนทั้งสองคนช่วยกันทำราเมงหนึ่งชาม

ด้วยจังหวะที่ไม่เร่ง ไม่ลัด และไม่รีบเอาชนะเวลา

ผมนั่งฟังเสียงนั้น

เหมือนฟังพิธีกรรมเก่าแก่ที่กำลังจะหายไป

ราเมงหนึ่งชามที่ไม่ได้ถูกทำเพื่อยอดขาย

แต่ถูกทำเพื่อ “เปิดร้านต่อไปอีกวัน”

พอชามราเมงถูกวางตรงหน้า

ไอน้ำลอยขึ้นช้า ๆ

ถั่วงอกกองอยู่ด้านบนอย่างเรียบง่าย

ไม่มีอะไรหวือหวา

แต่ทั้งชามเหมือนแบกเรื่องราวของเมืองนี้เอาไว้

ผมกินเงียบ ๆ

ฟังเสียงซู้ดน้ำซุปจากปากตัวเอง

เสียงช้อนกระทบชาม

ฟังเสียงร้านที่ยังไม่ยอมตาย

…ทั้งที่โลกเดินเลยไปไกลแล้ว

กาลเวลาเป็นสิ่งน่ากลัว

มันสร้างทุกอย่างขึ้นมาได้

และมันก็สามารถค่อย ๆ ทำลายทุกอย่าง

โดยไม่ต้องออกแรงเลย

แต่ร้านแบบนี้

เหมือนยืนเถียงกับเวลาเงียบ ๆ

เพื่อที่จะขอเวลา … ให้ “เปิดร้านต่อไปอีกวัน”

มันไม่ได้ชนะ

แต่มันยังไม่แพ้

ผมนั่งอยู่ตรงนั้น

รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแขกของอดีต

ในร้านโชวะที่เหมือนหลุดออกมาจากยุค 90

ผมกลับรู้สึกอิ่มเอมอย่างประหลาด

เหมือนได้ยืนยันกับตัวเองว่า

ตราบใดที่ยังมีคนพยายามมีชีวิตอยู่

บางอย่างก็ยังไม่ตายไปพร้อมกาลเวลา

บางที… แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคืนนี้